วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 54

ตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เมื่อได้ยอดเงินได้สุทธิแล้ว นำไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษี ดังนี้


เงินได้สุทธิ
ช่วงเงินได้สุทธิ
แต่ละขั้น
อัตราภาษี
ร้อยละ
ภาษีแต่ละขั้น
เงินได้สุทธิ
ภาษีสะสม
สูงสุดของขั้น
1 - 150,000
150,000
ได้รับยกเว้น
-
-
150,001 - 500,000
350,000
10
35,000
35,000
500,001 - 1,000,000
500,000
20
100,000
135,000
1,000,001 - 4,000,000
3,000,000
30
900,000
1,035,000
4,000,001 บาทขึ้นไป

37



หมายเหตุ :- การ ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิเฉพาะส่วนไม่เกิน 150,000 บาท มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้สุทธิที่เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2551 เป็นต้นไป ( พระราชกฤษฎีกา ( ฉบับที่ 470 ) พ.ศ. 2551 )


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปีจะต้องทำอย่างไร?

โดย ทั่วไปผู้มีเงินได้ต้องนำเงินได้พึงประเมินทุกประเภทของตน ตลอดปีภาษี (ไม่รวมเงินได้ที่กฎหมายยกเว้นภาษี หรือที่ไม่ต้องเสียภาษี) ไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี เพื่อยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีภายในเดือนมีนาคมของปีถัดจากปีที่มีเงิน ได้ การคำนวณภาษีให้ทำเป็น 3 ขั้น คือ
ขั้นที่หนึ่ง
คำนวณหาจำนวนภาษีตาม วิธีที่ 1 เสียก่อน
การคำนวณภาษีตามวิธีที่ 1
เงินได้พึงประเมินทุกประเภทรวมกันตลอดปีภาษี
xxxx
(1)
หัก ค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด
xxxx
(2)
(1)-(2) เหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย
xxxx
(3)
หัก ค่าลดหย่อนต่าง ๆ (ไม่รวมค่าลดหย่อนเงินบริจาค) ตามที่กฎหมายกำหนด
xxxx
(4)
(3)-(4) เหลือเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ
xxxx
(5)
หัก ค่าลดหย่อนเงินบริจาค ไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด
xxxx
(6)
(5-6) เหลือเงินได้สุทธิ
xxxx
(7)
นำเงินได้สุทธิตาม (7) ไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา


จำนวนภาษีตามการคำนวณภาษีวิธีที่ 1
xxxx
(8)



ขั้นที่สอง ให้พิจารณาว่าจะต้องคำนวณภาษีตาม วิธีที่ 2 หรือไม่ ถ้าเข้าเงื่อนไขที่จะต้องคำนวณภาษีตามวิธีที่ 2 จึงคำนวณภาษีตามวิธีที่ 2 อีกวิธีหนึ่ง
กรณีที่ต้องคำนวณภาษีตามวิธีที่ 2 ได้แก่ กรณีที่เงินได้พึงประเมินทุกประเภทในปีภาษี แต่ไม่รวม เงินได้พึงประเมินตามประเภทที่ 1 มีจำนวนรวมกันตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป การคำนวณภาษีตามวิธีที่ 2 นี้ ให้คำนวณในอัตราร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมิน (= เงินได้พึงประเมินทุกประเภทลบเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 คูณด้วย 0.005) ดังกล่าวนั้น
กำหนดให้ (10) คือ จำนวนภาษีที่คำนวณได้ตามวิธีที่ 2

การคำนวณภาษี
จำนวนภาษีเงินได้สิ้นปีที่ต้องเสีย เทียบ (8) และ (10) จำนวนที่สูงกว่า
xxxx
(11)
หัก ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้ว
xx
ภาษีเงินได้ครึ่งปีที่ชำระไว้แล้ว
xx
ภาษีเงินได้ชำระล่วงหน้า
xx
เครดิตภาษีเงินปันผล
xx
xx
(12)
(11-12) เหลือ ภาษีเงินได้ที่ต้องเสีย (หรือที่เสียไว้เกินขอคืนได้)
xx

หมายเหตุ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป หากคำนวณตามวิธีที่ 2 แล้วมีภาษีเงินได้ที่ต้องเสียจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 5,000 บาท ผู้มีเงินได้ ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตามวิธีที่ 2 ( 10 ) แต่ยังคงมีหน้าที่เสียภาษีตามจำนวนที่คำนวณได้ตามวิธีที่ 1 ( 8 ) โดยนำมาสรุปจำนวนภาษีที่ต้องเสียขั้นที่สาม
ที่มา :http://www.rd.go.th/publish/555.0.html
























































วันที่ 28 กค. 2554

วันนี้ขอเน้นการตลาดครับพี่น้อง ^^

*** เพราะจากการวิเคราะห์ตัวเองแล้วเห็นว่าสิ่งที่ยังขาดไปในตัวเรา..นั่นก็คือ..
       ความรู้และ ความเ้ข้าใจในเรื่อง การตลาด

บทความที่ 1
การตลาดสำหรับธุรกิจบริการ
http://www.pattanakit.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538767419&Ntype=121


บทความที่ 2

ส่วนประสมทางการตลาดบริการ

http://www.crmtothai.com/index.php?option=com_content&task=view&id=898&Itemid=81 

 

ในส่วนของผลิตภัณฑ์นั้น ประกอบด้วยทั้ง สินค้า และบริการ
ซึ่งบริการแตกต่างจากสินค้า บริการส่วนมากจะผสมผสานไปกับสินค้า บางสินค้าจับต้องยาก บางสินค้าลูกค้าไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่มาใช้บริการเท่านั้น ไม่สามารถสต๊อกหรือผลิตล่วงหน้าได้ มีพนักงานบริการเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
เนื่องจากบริการมีความแตกต่างจากสินค้าตรงที่…..

1. บริการเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยาก ไม่สามารถเน้นตัวผลิตภัณฑ์ได้ ต้องอาศัยปัจจัยเสริมด้วย เพื่อเน้นให้เห็นภาพ ทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกประทับใจกับบริการที่ได้รับ

2. บริการต่างๆที่ลูกค้าได้รับ ลูกค้าไม่ได้เป็นเจ้าของบริการนั้นๆ เพียงแค่เป็นการเช่าหรือมาใช้บริการ

3. พนักงานบริการมีส่วนเป็นอย่างมากในการให้บริการกับลูกค้า ซึ่งเรียกว่า การส่งมอบบริการ มีบริการหลายประเภทที่ต้องมีการโต้ตอบระหว่างพนักงานบริการกับลูกค้าในขณะ ให้บริการด้วย เช่น ร้านตัดผม

4. การบริการมีความแตกต่างกันมากในแต่ละครั้ง ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ยาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับคน ซึ่งในที่นี้รวมทั้งคนให้บริการและคนรับบริการที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งอาจจะมีความผิดพลาดได้ ลูกค้าประเมินคุณภาพบริการได้ยาก เพราะบริการจับต้องไม่ได้ทดลองก่อนตัดสินใจไม่ได้

5. บริการไม่สามารถผลิตเก็บไว้ล่วงหน้าได้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับ คน เวลา สถานที่ และเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยาก

6. เวลาเป็นปัจจัยที่สำคัญในการส่งมอบบริการ ทำให้ในช่วงที่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากๆ ทำให้ลูกค้าต้องรอนาน และการให้บริการมีคุณภาพลดลง

7. มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่แตกต่างออกไปจากสินค้าแบบดั้งเดิม บริการบางประเภทสามารถส่งมอบได้ทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ต้องติดต่อกับคนโดยตรง

บริการจึงมีองค์ประกอบที่เป็นส่วนประสมทางการตลาดที่แตกต่างออกไป เพราะบริการเป็นอะไรที่มีความหลากหลายมาก
การจัดการทางด้านการตลาดของการบริการนี้จะต้องผสมผสานกัน จนไม่อาจจะแบ่งแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจนขึ้นอยู่กับแต่ละบริการด้วย ซึ่ง 7P’s ของบริการที่ต้องสอดประสานกันอย่างดีจึงจะได้ประสิทธิผล มีดังนี้

1. ทางด้านสินค้า (Product ) ผู้บริหารจะต้องตัดสินใจเลือกบริการหลัก และบริการเสริม ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง และแข่งขันได้ดีเมื่อเทียบกับบริการของคู่แข่ง

2. ราคาและค่าใช้จ่ายส่วนที่ลูกค้าต้องจ่าย (Price) ในเรื่องของราคาตามปกติที่ผู้บริหารจะต้องตัดสินใจเหมือนกับราคาของสินค้า แบบเดิม ผู้บริหารยังจะต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ตัวเงิน เวลาที่ลูกค้าต้องเสียไปกับการมาใช้บริการ ตลอดจนความรู้สึกทางด้านร่างกายและจิตใจ ที่อาจออกมาในแง่ลบ ความไม่พึงพอใจต่อการบริการที่ได้รับ เนื่องจากบริการไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหมายไว้

3. สถานที่ (Place) ในการส่งมอบบริการต้องคำนึงถึงปัจจัยทางด้านสถานที่ที่ให้บริการ และเวลาที่สะดวกรวดเร็วจากการได้รับบริการโดยผ่านทาง อีเมล์ หรือทางเว็บไซต์ก็ได้ เพราะลูกค้าจะคำนึงถึงความสะดวกรวดเร็วในการรับบริการเป็นปัจจัยสำคัญ

4. การส่งเสริมการขายและการสื่อสารทางการตลาด (Pomotion & IMC) ไม่มีสินค้าชนิดใดที่จะประสบความสำเร็จได้ ถ้าไม่มีโปรแกรมการสื่อสารการตลาดที่ดี ซึ่งมีบทบาทในการให้ข้อมูลที่จำเป็นกับลูกค้า ชักชวนให้เห็นประโยชน์ที่จะได้รับ ตลอดจนกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อบริการเร็วขึ้น แต่หลักการสื่อสารการตลาดของการบริการมักจะเน้นที่การสอนลูกค้าเกี่ยวกับ บริการนั้นๆ ว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง เมื่อใดจึงควรจะใช้จะหาได้ที่ไหน และจะต้องทำอย่างไรบ้างในการมารับบริการนั้นๆ

5. พนักงานผู้ให้บริการและลูกค้าที่มีส่วนร่วมในงานบริการนั้นด้วย ส่งมอบบริการ (People) มีบริการหลายชนิดที่เจาะจงให้ลูกค้าและพนักงานต้องมามีส่วนร่วมในงานบริการ ร่วมกัน ขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ เช่น การให้บริการตัดผม

6. เกิดความประทับใจจากสิ่งที่เห็น มีส่วนในการช่วยทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า บริการนั้นมีคุณภาพ มีความเหมาะสม มีประสิทธิภาพ ได้แก่ อาคารสำนักงานสถานที่ที่ให้บริการ เครื่องมือที่ใช้ การแต่งกายของพนักงานที่เหมาะสม

7. กระบวนการออกแบบบริการ (Process Design) เป็นการส่งมอบบริการให้ลูกค้า ถ้าการออกแบบทำได้ดี การส่งมอบบริการก็จะมีประสิทธิภาพ ถูกต้องตรงเวลา มีคุณภาพสม่ำเสมอ แต่ถ้าขั้นตอนการออกแบบบริการไม่ดีพอก็จะทำให้ลูกค้ารู้สึกรำคาญ หรือทำให้ลูกค้าไม่พอใจ จนทำให้เลิกใช้บริการไป

ผู้บริหารจะต้องมี การทบทวนการให้บริการกับลูกค้าไม่ควรไปลดต้นทุนการบริการลง ทำให้คุณภาพการบริการแย่ลงไปด้วย คุณภาพที่ไม่ดีจะทำให้ลูกค้าไม่พอใจ และไม่ใช้บริการซ้ำอีก
 
ที่มา : http://www.siaminfobiz.com/
 
 

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ความรู้ทางบัญชีและภาษี

มีคำสั่งอายัดเงินของลูกจ้าง นายจ้างทำอย่างไร?

ที่มา :http://www.dlo.co.th/node/405

ผู้เขียน: 
นายวรเศรษฐ์ เผือกสกนธ์ ที่ปรึกษากฏหมาย

มักจะมีคำถามมาจากผู้ประกอบการอยู่เสมอ เมื่อได้รับจดหมายจากกรมบังคับคดีให้อายัดเงินเดือนลูกจ้างแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร หากฝ่าฝืนจะได้รับผลอย่างไร

ก่อนอื่น ท่านผู้อ่านจะต้องเข้าใจก่อนว่า การมีคำสั่งอายัดกรณีนี้ หมายความว่า ลูกจ้างได้ตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของศาลเรียบร้อยแล้ว นั่นคือ ลูกจ้างอาจจะเป็นหนี้จำนวนหนึ่ง เช่น หนี้บัตรเครดิตหรือหนี้เงินกู้ธนาคาร แล้วต่อมาผิดนัดไม่ใช้หนี้ จนกระทั่งลูกจ้างผ่านการถูกฟ้องคดีแพ่งและศาลได้มีคำพิพากษาให้ลูกจ้างชำระ หนี้แล้ว แต่ลูกจ้างไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลา เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงได้ร้องขอต่อศาลให้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สิน ของลูกจ้างเพื่อออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้คืนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ต่อไปตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร โดยคงเหลือเงินให้กับลูกจ้างเพื่อดำรงชีพปกติได้เพียงไม่เกินเดือนละหนึ่ง หมื่นบาท

ผู้ประกอบการบางท่านไม่ทราบ ปล่อยปละละเลย หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลดังกล่าว ยังคงจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างตามปกติ  เนื่องจากสงสารลูกจ้าง เพราะปกติแล้วลูกจ้างถูกหักเงินหลายประเภทอยู่แล้ว ไม่ว่าจะประกันสังคม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เงินกู้สวัสดิการบริษัท เป็นต้น ลูกจ้างแทบจะไม่เหลือเงินพอใช้ในแต่ละเดือน  หากจะต้องหักเงินนำส่งกรมบังคับคดี ลูกจ้างจะดำรงชีวิตอยู่  จะทำงานให้ดีได้อย่างไร  แต่โปรดทราบว่า หากนายจ้างไม่ดำเนินการ  เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถร้องขอต่อศาล เพื่อให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบชดใช้หนี้แทนลูกจ้างเสมือนกับว่า ผู้ประกอบการรายนั้นเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้

ที่กล่าวมาเป็นทฤษฏีทางกฎหมาย แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว หากผู้ประกอบการไม่ได้หักเงินลูกจ้างไว้เพื่อนำส่งเจ้าพนักงานบังคับคดีจะ สามารถแก้ต่างต่อศาลได้หรือไม่ ซึ่งกรณีดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่า  ยังคงเป็นไปได้ยากอยู่ดี เพราะถือว่า คำสั่งอายัดได้ปิดปากผู้ประกอบการเสียแล้ว อย่างไรก็ตาม หากลูกจ้างยังคงทำงานอยู่ ผู้ประกอบการอาจแถลงต่อศาล อ้างความสุจริตของตนเพื่อขอผ่อนผันต่อศาล และดำเนินการหักเงินส่งให้กับกรมบังคับคดีจนครบจำนวน แต่หากลูกจ้างได้พ้นจากสภาพการเป็นลูกจ้างไปก่อนแล้ว ผู้ประกอบการก็คงจะต้องรับผิดชดใช้ให้กับเจ้าหนี้ตามจำนวนที่มิได้หักค่า จ้างนำส่งให้กับกรมบังคับคดี เว้นแต่ฝ่ายเจ้าหนี้จะได้ทิ้งคำร้องไม่นำพยานไปสืบพิสูจน์ต่อศาลเสียแล้ว

ท้ายสุดนี้  เชื่อว่า เมื่อลูกจ้างถูกหักเงินจากผู้ประกอบการได้ไม่นาน ก็คงจะลาออกแล้วหนีไปหางานใหม่ที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามตัวไม่ได้ เพราะทำงานต่อไปก็ได้เงินไม่พอใช้ ท่านผู้ประกอบการทั้งหลาย หากได้รับหมายอายัดเงินลูกจ้างเมื่อใด ให้เตรียมตัวเตรียมใจได้เลยว่า จะเสียลูกจ้างรายนี้ไปไม่เร็วก็ช้า

ข่าววันที่ 25 กค.2554

สรรพากรพร้อมปรับภาษี ลดนิติบุคคลและเพิ่มVATรับประชานิยม

ที่มา :http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9540000091266

 สรรพากรพร้อมรับนโยบายประชานิยม ระบุลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% ทำได้ พร้อมชง ครม.ออกพระราชกฤษฎีกาได้ทันที ส่วน VAT ควรปรับขึ้นเพื่อหารายได้ให้สอดคล้องกับรายจ่าย ย้ำขึ้น VAT ไม่ได้ซ้ำเติมคนจนแต่จัดเก็บจากคนมีรายได้สูงที่บริโภคมาก เตรียมยกเครื่องระบบจัดเก็บขยายฐานผู้เสียภาษีพร้อมสร้างแรงจูงใจให้ทำถูก กฎหมายหวังกระตุ้นการจัดเก็บเพิ่มอีกปีละ 20%
      
       นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรรมสรรพากรได้ศึกษานโยบายที่พรรคเพื่อไทยใช้หาเสียงเพื่อเตรียมความพร้อมใน การจัดหางบประมาณสำหรับดำเนินโครงการต่างๆ ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในขณะนี้อยู่ระหว่ารอการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ที่ชัดเจนก่อนจากนั้นจึงจะเสนอแผนการ ดำเนินการต่างๆ ที่กรมสรรพากรศึกษาตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยให้กับรัฐมนตรีคลังคนใหม่
      
       โดยเฉพาะนโยบายการลดภาษีนิติบุคคลนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญและสอดคล้อง กับการเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 โดยสามารถลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 23% ได้ทันทีในปีนี้และ ลดเหลือ 20% ได้ในปีหน้าเพื่อส่งเสริมการลงทุนและเพิ่มศักยภาพการผลิตรวมทั้งดึงดูดเม็ด เงินลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากในปัจจุบันในภูมิภาคอาเซียนมีเพียงประเทศไทยและฟิลิปปินส์เท่านั้น ที่จัดเก็บภาษีนิติบุคคล 30%
      
       “การลดภาษีลงเหลือ 23% และ 20% นั้นเมื่อคำนวณดูคร่าวๆ แล้วจะทำให้กรมสรรพากรสูญรายได้ไปประมาณ 1.5 แสนล้านบาททันที แต่จากประมาณการจัดเก็บรายได้ของปีนี้กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บรายได้เกิน เป้าถึง 1.8 แสนล้านบาทไม่เป็นที่น่าหนักใจแต่อย่างใด ซึ่งขั้นตอนก็สามารถทำได้ทันทีโดยเสนอครม.ออกประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาก็มีผล บังคับใช้ได้ทันที ส่วนการปรับขึ้นภาษีต้องแก้ในกฎหมายประมวลรัษฎากร” นายสาธิตกล่าว
      
       นายสาธิตกล่าวว่า ส่วนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) นั้น ตามหลักการเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวก็ควรที่จะปรับขึ้นได้แล้วเพื่อเพิ่ม รายได้ให้กับรัฐบาลและยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับทั่วโลกที่ลดการจัดเก็บภาษี นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาแต่มาจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่สูง โดยในปัจจุบันมีเพียงประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เท่านั้นที่เก็บภาษีมูลค่า เพิ่มน้อยกว่าไทยที่ 5% ส่วนที่อื่นขั้นต่ำอยู่ที่ 10% และสูงสุดถึง 30%
      
       “การเพิ่ม VAT ก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะเอายังไงเพราะเป็นเรื่องของนโยบาย แต่ในทางหลักการนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ควรจะทำมาตั้งนานแล้ว เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้เป็นการซ้ำเติมหรือขูดรีดคนจนตามที่ถูกกล่าวหา เพราะคนจนซื้อสินค้าส่วนใหญ่ตั้งแต่เริ่มตั้งกฎหมายการจัดเก็บภาษีมูลค่า เพิ่มก็ได้ยกเว้นสินค้าที่ส่วนใหญ่คนจนซื้ออยู่แล้ว แต่คนที่ได้รับผลกระทบจากการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มคือคนที่มีรายได้มากและมี การบริโภคในอัตราที่สูง” นายสาธิตกล่าว
      
       นายสาธิตกล่าวว่า ขณะเดียวกันกรมสรรพากรอยู่ระหว่าเตรียมยกเครื่องระบบการจัดเก็บภาษีทั้งระบบ เพื่อขยายฐานการจัดเก็บภาษีและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเสียภาษีอย่างถูกต้อง โดยจะเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ เพิ่มมากขึ้นทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และกระทรวงพาณิชย์เพื่อดูยอดธุรก รรมที่มีการหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาได้แบบเรียลไทม์จะทำให้ระบบการตรวจสอบภาษี มีความโปร่งใสมากขึ้นและเพิ่มข้อมูลพื้นฐานในการจัดเก็บที่ถูกต้องมากขึ้น
      
       “ระบบนี้จะจูงใจให้คนต้องการเสียภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและ ขยายฐานข้อมูลของผู้เสียภาษีทุกประเภทให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งหากดำเนินการเสร็จสิ้นตามแผนที่กรมสรรพากรวางไว้จะทำให้อัตราการจัดเก็บ ภาษีของประเทศไทยในปัจจุบันขยายตัวได้สูงถึง 20% ต่อปี เพื่อให้สามารถรองรับนโยบายของรัฐบาลที่จะดำเนินการในอนาคตได้” นายสาธิตกล่าว

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ของเล่นจิ๋ว

จากเฟสบุค จีเอ็มเอ็ม เค้าแนะนำมาน่าสนใจอ่ะ ขอเก็บลิงค์ไว้ก่อนนะ
เผื่อมีโอกาสเอาไปใช้ในอนาคต ^^
http://www.re-ment.co.jp/